ช็อตต่อช็อต หลังการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจอย่างไร

Daily News 18 September 2026

บทนำ

สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ณ ปี 2026 กำลังเผชิญกับการปรับนโยบายทางการเงินที่สำคัญจากธนาคารกลางหลักหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งต่างเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ในฝั่งสหรัฐฯ กลับมีการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันระหว่าง Fed กับกระทรวงการคลัง ซึ่งสร้างความผันผวนและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งทองคำ ดอลลาร์ น้ำมันดิบ และคริปโตเคอร์เรนซี

ประเด็นสำคัญ

  1. นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed):
    • การขึ้นอัตราดอกเบี้ย: Fed ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate จาก 3.75% เป็น 4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในปี 2026 และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2026 และ 2027 ก่อนจะเริ่มลดลงในปี 2028
    • เป้าหมาย: การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักคือควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับใกล้เคียง 2%
  1. การดำเนินการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ:
    • การซื้อคืนหนี้สาธารณะ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (คุณ Mnuchin) ได้ประกาศนโยบายซื้อคืนหนี้สาธารณะ
    • ผลกระทบ: การประกาศนี้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเกิด Technical Rebound (ดีดตัวกลับ) ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในการดำเนินนโยบายระหว่าง Fed ที่ขึ้นดอกเบี้ย กับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ซื้อคืนหนี้
  1. นโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ):
    • การขึ้นอัตราดอกเบี้ย: BOJ ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน ซึ่งเป็นการปรับตัวตามทิศทางของธนาคารกลางชั้นนำอื่นๆ ทั่วโลก (เช่น ECB และ FOMC) และถือเป็นการยุติ “นโยบายผ่อนคลาย” (Inverted Policy) ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
  1. การวิเคราะห์ทางเทคนิคและผลกระทบต่อสินทรัพย์:
    • ทองคำ (XAUUSD): แม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย แต่การอ่อนค่าของดอลลาร์จากนโยบายกระทรวงการคลังทำให้ทองคำดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังชนแนวรับ 4270 และไม่หลุด แนวต้านเดิมที่ 4397 กำลังถูกทดสอบอีกครั้ง โดยมีรูปแบบกราฟ Triple Bottom และ Break New High บ่งชี้ถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง หากยังยืนเหนือแนวรับ 4338 ได้ มีโอกาสไปต่อที่ 4397
    • ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY): ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่กลับอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วหลังกระทรวงการคลังประกาศซื้อคืนหนี้ รูปแบบ Convergence (ราคาอ่อนค่าลงพร้อมกับ RSI ที่ลดลง) เป็นสัญญาณของแรงขายที่เพิ่มขึ้น
    • น้ำมันดิบ (USOUSD): ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างชัดเจนหลังจากชนแนวต้านที่ 104 โดยมีรูปแบบ Sweep Liquidity และ Bearish Divergence บน RSI ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มขาลง นอกจากนี้ การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และกลุ่ม OPEC+ (รวมถึงจีน) อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงได้อีก หากมีอุปทานเพิ่มขึ้นจากการเจรจาที่สำเร็จ เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    • Bitcoin (BTCUSD): Bitcoin ยังคงยืนเหนือแนวรับ 76,000 และอยู่ในกรอบ Sideway Down ผู้บรรยายแนะนำให้สะสม 10-15% สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว (1-3 ปี) หากราคายังไม่ต่ำกว่า 76,000 มีโอกาสดีดตัวขึ้นทดสอบ 82,000 และอาจทำ New High ที่ 120,000 ได้ในระยะยาว นอกจากนี้ “Clarity Act” (กฎหมายกำกับดูแลคริปโต) ที่กำลังจะผ่านการอนุมัติ จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อ Bitcoin อย่างมาก

สรุป

แม้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะดำเนินนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่ปัจจัยอื่นๆ เช่น นโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และความชัดเจนด้านกฎระเบียบของคริปโตเคอร์เรนซี กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาด

ในสถานการณ์นี้ ทองคำและ Bitcoin มีแนวโน้มที่สดใสขึ้นจากการอ่อนค่าของดอลลาร์และโอกาสในการกำกับดูแลที่ชัดเจน ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเผชิญแรงกดดันขาลง นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในระยะต่อไป

#Fiducenterz #RealFactorTheory #Forex #Trading #Fed #Bitcoin #BTCUSD #EURUSD #GBPUSD #USOUSD #Gold #XAUUSD #CrudeOil #DXY #ดัชนีดอลลาร์ #วิเคราะห์ตลาดการเงิน #ตัวเลขการจ้างงาน #อัตราดอกเบี้ย #ตลาดโลก #ทองคำ #น้ำมัน #ธนาคารกลางสหรัฐ #ประธานาธิบดีทรัมป์ #News

หลักสูตรพัฒนาทักษะการเทรด Real Factor Theory

ลิงค์สำคัญของสถาบัน…เพื่อเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ง่าย

เกี่ยวกับสถาบัน

สมัครใช้งานระบบพี่เลี้ยงอัจฉริยะ I-FIDUS Ultimate ใช้งานบนเทรดดิ้งวิว (Trading View) มีนักลงทุนในประเทศไทยใช้งานอย่างแพร่หลาย

ต้องการสมัครสมาชิกพรีเมี่ยม รับบทวิเคราะห์และแผนการลงทุนรายวัน วีดีโอและตารางสรุปแบบเข้าใจง่ายทำกำไรได้จริง โดยจะบอกจุดเข้าทำกำไร Stop loss (SL) และ Target Profit (TP) รวมถึงสิ่งที่ต้องพิจารณาที่เป็นนัยสำคัญ

คุณสามารถติดตามเราและปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่

Website : www.fiducenterz.com

Facebook : www.facebook.com/fiducenterz

Instagram : https://www.instagram.com/fiducenterz/

X : https://x.com/fiducenterz

Linkedin : www.linkedin.com/in/fiducenterz

TikTok : @fiducenterz

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *